Boss Holiday แนะนำเพิ่มเติม (ญี่ปุ่น)
ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
bulletศึกษาต่อญี่ปุ่น


แนะนำเพิ่มเติม (ญี่ปุ่น)

ข้อมูลของประเทศญี่ปุ่น Japan

ญี่ปุ่น ( ถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์ )

เป็นประเทศหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันออกติดกับคาบสมุทรเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีทะเลญี่ปุ่นกั้น ส่วนทางทิศเหนือ ติดกับประเทศรัสเซีย มีทะเลโอฮอส์ค เป็นเส้นแบ่งแดน ด้วยญี่ปุ่นมาเนื้อที่ 377,872 ตารางกิโลเมตร ญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นขนาดอันดับที่ 60 ของโลก และประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่กว่า 3,000 เกาะ เกาะที่ใหญ่ที่สุดก็คือเกาะฮอนชู ฮอกไกโด คิวชู และ ชิโกกุ ตามลำดับ เกาะของญี่ปุ่นส่วนมากจะเป็นหมู่เกาะภูเขา ซึ่งในนั้นมีจำนวนหนึ่งเป็นภูเขาไฟ เช่นภูเขาไฟฟูจิ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศ เป็นต้น ประชากรของญี่ปุ่นนั้นมีมากเป็นอันดับที่ 10 ของโลก คือมากกว่า 128 ล้านคน ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์กับจีน ก็ได้เรียกตัวเองว่า ยะมะโตะ ส่วน วา (倭) เป็นชื่อที่ชาวจีนยุคแรกใช้เรียกญี่ปุ่นในช่วงยุคสามก๊ก ประเทศญี่ปุ่นมีเมืองหลวงคือโตเกียว ทั้งประเทศประกอบด้วยเกาะจำนวนมาก โดยมีเกาะใหญ่ ๆ จากทางเหนือไปทางใต้คือ ฮอกไกโด (北海道) ฮอนชู (本州 เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด) ชิโกกุ (四国) และ คิวชู (九)



ประวัติญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นนั้นถือกำเนิดขึ้นมายาวนั้นแล้วตั้งเป็น 10,000 ปีก่อนคริสตกาลโน่น 10,000 -300 ปี ก่อนคริสตกาล อยู่ในรัชสมัยโจมอน (Jomon) ช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาล-ค.ศ. 600 เป็นรัชสมัยโคฟุน (Kofun) ช่วงค.ศ.600-ค.ศ.710 เป็นรัชสมัยของอาซึกะ (Asuka) ช่วงค.ศ..710-ค.ศ.794 เป็นรัชสมัยนารา (Nara) ช่วง?ค.ศ.794-ค.ศ.1185 เป็นช่วงของรัชสมัยเฮอัน (Heian) ช่วงค.ศ.1185-1333 เป็นรัชสมัยของคามาคุระ(Kamakura) ช่วงค.ศ.1333-ค.ศ1336 เป็นช่วงรัฐสมัยของเคมมุ (Kemmu) ช่วงค.ศ. 1336-1573 เป็นรัชสมัยของมุโรมาจิ(Muromachi) ซึ่งท่านโชกุนอาชิคางะ โยชิมัตสึ และอึ๊กคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญาก็มีชีวิตอยู่ในสมัยนี้นั่นเอง



ช่วงค.ศ.1573-1600 เป็นช่วงรัชสมัยของอาซุชิ-โมโมยามา (Azuchi-Momoyama) ช่วงค.ศ.1600-1867 เป็นช่วงรัชสมัยของโตกูกาว่า (Tokugawa) ต่อมาค.ศ.1868-1912 เป็นรัชสมัยของเมจิ (Meiji) โดยจักรพรรดิมัตซึฮิโต ช่วงค.ศ.1912-1926 เป็นช่วงรัชสมัยไทโช (Taisho) โดยจักรพรรดิโยชิฮิโตะ ช่วงค.ศ. 1926-1989 เป็นรัชสมัยโชวะ (Showa) โดยจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ และจากค.ศ.1989 จนถึงปัจจุบันเป็นรัชสมัยเฮเซ (Heisei) โดยจักรพรรดิอากิฮิโต



ประเทศญี่ปุ่น (นิฮง, แปลว่า "ถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์") เป็นประเทศในเอเชียตะวันออก ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก และทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี ชื่อในภาษาญี่ปุ่นที่มักจะแปลว่า "ดินแดนอาทิตย์อุทัย (The Land of the Rising Sun)" มาจากประเทศจีน โดยอ้างถึงที่ตั้งของประเทศญี่ปุ่น คือ ตั้งไปทางทิศตะวันออก เมื่อเทียบกับทวีปเอเชีย ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะมีความสัมพันธ์กับจีน ก็ได้เรียกตัวเองว่า ยะมะโตะ ส่วน วา เป็นชื่อที่ชาวจีนยุคแรกใช้เรียกญี่ปุ่นในช่วงยุคสามก๊ก ประเทศญี่ปุ่น ประกอบ ด้วยเกาะเป็นจำนวนมาก มีเกาะใหญ่ๆจากทางใต้ไปทางเหนือคือ เกาะคิวชู , เกาะชิโกกุ, เกาะฮอนชู ( เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด), และ เกาะฮอกไกโด



ภูมิประเทศ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหมู่เกาะ ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะต่าง ๆ กว่า 4,000 เกาะ เรียงราย เป็นแนวยาวจากด้านตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และตั้งอยู่ทาง ตะวันออก สุดของโลก จึงเป็นที่มาของชื่อ " ดินแดนอาทิตย์อุทัย " จุดทางใต้สุดอยู่ที่เส้นรุ้ง ประมาณ 24 องศาเหนือ และเหนือสุดที่ประมาณ 45 องศาเหนือ มีพื้นที่ประมาณ 377,800 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้ ประมาณ 2,800 กิโลเมตร ญี่ปุ่นมีขนาดเล็กกว่าไทยประมาณ 0.7 เท่า แต่มีประชากรมากกว่าประมาณ 2 เท่า

ญี่ปุ่นประกอบไปด้วยเกาะหลัก 4 เกาะคือ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุและคิวชิว เกาะฮอนชู เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด ยังแบ่งเป็น 5 ภาค เรียงจากเหนือลงมาคือ โทโฮะกุ คันโต จูบุ คิงคิ และจูโงกุมีจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมด 47 จังหวัด ( Prefecture ) แบ่งเป็นเมืองต่าง ๆ รวมทั้งหมดมากกว่า 650 เมืองโดยมีโตเกียว เป็นเมืองหลวง ของประเทศมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2411 พื้นที่ประมาณ 3 ใน 4 ของญี่ปุ่นจะเป็นภูเขาและเนินเขา ซึ่งอุดมไปด้วยป่าไม้ แม้ว่าความต้องการใช้ไม้จะมีมาก แต่การตัดไม้นั้นมีน้อย เนื่องจากญี่ปุ่น หันไปนำเข้าไม้ราคาถูกจากต่างประเทศ แทนการทำลายป่า

พื้นที่ราบจะเป็นพื้นที่สำหรับการกสิกรรม และที่ตั้งของเมืองต่าง ๆ พื้นที่ราบที่ใหญ่ ที่สุดอยู่บริเวณ ใจกลางอ่าวโตเกียว คือที่ราบคันโต ( Kanto ) นอกจากนั้นก็ยังมีที่ราบโทโฮะกุ ( Tohoku ) ทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูที่ราบในฮอกไกโด และที่ราบเขตอุตสาหกรรม นาโงย่า-โอซาก้า ( Nagoya - Osaka ) ที่ราบเหล่านี้จะแน่นขนัดไปด้วยบ้านเรือน โรงงาน ที่ดินเกษตร และสาธารณูปโภค คิดเป็น 20% ของที่ดินโดยรวมทั้งประเทศ





ภูมิอากาศ - ฤดูกาล

ฤดูกาลในญี่ปุ่นมี 4 ฤดู คือเริ่มจาก ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ซึ่งแต่ ละฤดูก็มีความสวยงาม ความน่ารักอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละฤดู ไม่ว่าท่าน จะได้ ไปเยือนญี่ปุ่นในช่วงใดก็ตาม ญี่ปุ่นจะสร้างความประทับใจให้ท่านเสมอ


ฤดูใบไม้ผลิ
เริ่มต้นในเดือนมีนาคมเรื่อยไปจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงเวลาแห่งความสดชื่น เนื่องมาจากการเบิกบานของดอกไม้เริ่มผลิแย้ม ใบไม้สีเขียวขจีแตกยอดชูไสว ลมเอื่อย ๆ เริ่มพัดพาเอากลิ่นไอ แห่ง ธรรมชาติ สีสรรแห่งชีวิตเริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นฤดูที่น่าเที่ยวมากที่สุด โดยเฉพาะ ช่วง เดือนเมษายน อันเป็นเดือนที่ดอกซากุระบานสะพรั่งทุกแห่งหน จะถูกปกคลุมไปด้วย สีชมพู และขาว ชาวญี่ปุ่นจะพากันเอาเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระ และจิบสาเก พลางชื่นชม ความงาม ของซากุระ เป็นภาพที่ติดตรึง อยู่ในความทรงจำและประทับใจตลอดไป แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ซากุระนี้จะบานอยู่เพียง 1-2 อุณหภูมิ 12-16 ซ.



ฤดูร้อน
เริ่มตั้งแต่มิ.ย.-ส.ค. ฤดูร้อนในญี่ปุ่นเริ่มในเดือนมิถุนายน ซึ่งก่อนหน้านี้จะฝนตกอยู่ประมาณ 5 อาทิตย์ ทำให้ ซากุระร่วงหมด แต่จะกลายเป็นการเริ่มต้นแห่งฤดูปลูกข้าวของชาวนา อากาศ จะเริ่มอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ฤดูนี้จะเป็นฤดูแห่งความสนุกสนาน เพราะเป็นช่วง ที่มีเทศกาลประจำปี ต่างๆ มากมายรวมทั้งการเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นช่วงแห่งการท่องเที่ยว และตาก อากาศตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ จนเต็มไปด้วยผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะตามสถานที่ตากอากาศแถบชาย ทะเล ซึ่งคนนิยมไปทะเลในเดือน กรกฎาคม และสิงหาคม จึงเป็นฤดูที่มีอากาศดี ท้องฟ้าสีคราม สดใส จึงทำให้มีคนนิยมไป เที่ยว ทะเล กันจำนวนมาก ผลไม้ ในฤดูนี้จะมีผลไม้ มากมายให้ ลองลิ้ม ชิมรส นับเป็นฤดูที่ น่าท่องเที่ยว มากไม่แพ้ฤดูใบไม้ผลิ.



ฤดูใบไม้ร่วง
เริ่มตั้งแต่ เดือนก.ย.-พ.ย. ดูใบไม้ร่วงในญี่ปุ่นจะเริ่มในราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่มีอากาศดี เพราะหลังจากฤดูร้อนผ่านพ้นไป ลมเย็น ๆ ก็พัดมาแทนที่ พฤกษา นานาพันธุ์ เริ่มผลัดสีจากเขียวเป็นแดง ส้ม เหลือง แล้วก็พากันร่วงหล่นลงดิน เหลือแต่กิ่งก้านโบกไหวไปตามลมรอวันที่ลมหนาวพัดมาเยือนอย่างท้าทาย ในฤดูนี้นับว่าเป็นฤดูที่มีสีสันมาก ที่สุด คนจึงนิยมไปตามภูเขาในป่า สวนสาธารณะจะเต็มไปด้วยสีแดง ส้ม เหลือง และบรรดา พฤกษาผลัดสีมีมากมายหลายพันธุ์ที่พอสลัด ใบร่วงหล่น หมดก็จะ แตกช่อ ออกดอก นับเป็นช่วง ฤดูกาลที่สวยสดงดงามชวนอภิรมย์ยิ่งนัก และโดยเฉพาะ สำหรับ ชาวญี่ปุ่นมันเป็น ช่วงเวลาของการเล่นกีฬา ดนตรี และพักผ่อน อุณหภูมิประมาณ 14-18 ซ.



ฤดูหนาว
เริ่มตั้งแต่ ธ.ค.-ก.พ. ฤดูหนาวของญี่ปุ่นเริ่มต้นในราวเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงฤดูกาลที่หนาวเย็น ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะ ในทาง ภาคเหนือ น้ำในแม่น้ำลำคลอง และทะเลสาป บางแห่งจะกลายเป็นน้ำแข็ง บรรดา เด็กและ ผู้ใหญ่ ต่างพากันออกมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งกันเป็นที่สนุกสนาน ส่วนบนภูเขาก็จะมีการเล่นสกีกันในเมืองซัปโปโร ที่เกาะฮอกไกโด จะมีงาน "เทศกาลหิมะ" เฉลิมฉลองกัน อย่างเต็มที่ เป็นงานเทศกาลใหญ่ระดับโลกก็ว่าได้ มีการประกวดการปั้นหิมะ เป็นรูป สถาปัตยกรรม สิ่งก่อสร้างในประเทศต่างๆ นอกจากนี้เป็น ช่วงฤดูหนาวแห่ง ความสุข ของครอบครัวอย่างแท้จริง ชาวญี่ปุ่นทุกคนในครอบครัว มักจะมานั่งผิงไฟ รวมกันพูดคุย หยอกล้อเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีค่ามาก เด็ก ๆ ทุกคน ต่างพากัน รอนับวันสำคัญ ที่พวกเขาถือว่า เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบปีนั่นคือ วันคริสต์มาส และวันปีใหม่ ทุกแห่งหนจะ มีการประดับประดาด้วยไฟหลากสีสวยงาม น่าประทับใจยิ่งนัก นอกจากนี้ในช่วงฤดูหนาวคน ญี่ปุ่น นิยมไปเที่ยวแช่น้ำร้อนที่เรียกว่า Onsen กันมากในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิเฉลี่ย ประมาณ 1-8 องศา


โตเกียว (東京都 Tokyo) หรือ กรุงโตเกียว เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นมีระบบการปกครองแบบพิเศษซึ่งรวมการปกครองในรูปแบบจังหวัดและเมืองไว้ด้วยกันและเป็นเขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลก (โดยรวมเขตปริมณฑทลแล้วมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 35 ล้านคน35,237,000 คน)โดยเฉพาะในตัวโตเกียวใน 23 เขตปกครองพิเศษในโตเกียว แล้วมีประชากรประมาณ 8 ล้านคนซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง ในปี 2548 โตเกียวได้รับการจัดอันดับเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2550 โตเกียวได้เป็นอันดับทีE4 รองจาก มอสโก ลอนดอน และ โซลตามลำดับโตเกียวตั้งอยู่บริเวณภาคคันโตของญี่ปุ่น คำว่า "โตเกียว" หมายถึง "นครหลวงตะวันออก" ในพื้นที่โตเกียวยังเป็นที่ตั้งของพระราชวังอิมพีเรียลชื่อจังหวัด โตเกียวเคยถูกเรียกว่าเอโดะ ซึ่งแปลว่าปากแม่น้ำเมื่อกลายเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นในปี 1868 ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียวซึ่งแปลว่าเมืองหลวงทางตะวันออก (โต (ตะวันออก) เกียว (เมืองหลวง) ในตอนต้นยุคเมจิโตเกียวบางครั้งถูกเรียกว่า โตเก ซึ่งเป็นวิธีอ่านอีกแบบของตัวคันจิในคำว่าโตเกียวแต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว ประวัติศาสตร์ ปราสาทเอะโดะหรือพระราชวังอิมพีเรียลในปัจจุบันโตเกียวแต่เดิมเป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อเอะโดะ ในปี ค.ศ. 1457 โอตะ โดกัง สร้างปราสาทเอโดะขึ้น ในปีค.ศ. 1590 โทกุงะวะ อิเอะยะสึตั้งเอะโดะเป็นฐานกำลังของเขาและเมื่อเขากลายเป็นโชกุนในปีค.ศ. 1603 เมืองเอะโดะก็กลายเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหารของเขาซึ่งมีอำนาจปกครองทั้งประเทศในช่วงเวลาต่อมาในยุคเอะโดะเมืองเอะโดะก็ขยายตัวขึ้นจนกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งในโลกโดยมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคนในคริสตวรรษที 18 และเป็นที่ยอมรับว่าเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นแม้ว่าองค์กรพรรดิทรงประทับอยู่ในเกียวโตหลังจากนั้นประมาณ 263 ปี ระบอบปกครองภายใต้โชกุนถูกล้มล้างโดยการปฏิรูปเมจิอำนาจการปกครองจึงกลับคืนมาสู่จักรพรรดิอีกครั้ง ในปี 1869 จักรพรรดิเมจิทรงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะและเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวโตเกียวจึงกลายเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศและการที่จักรพรรดิทรงย้ายมาประทับจึงทำให้โตเกียวกลายเป็นเมืองหลวงอย่างเต็มตัวปราสาทเอะโดะถูกเปลี่ยนเป็นพระราชวัง ในยุคเมจิโตเกียวมีการพัฒนาโดยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเช่นการเปิดบริการโทรเลขระหว่างโตเกียวกับโยะโกะฮะมะในปี 1869 และการเปิดบริการรถไฟสายแรกระหว่างชิมบะชิและโยะโกะฮะมะในปี 1872
 

 
 
วัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง (Asakusa Kannon) ที่เรียกกันว่าวัดอาซากุสะ เพราะที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าและน่าจะเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตและมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนกันแน่นขนัดทุกปีและซื้อของที่ระลึกซึ่งมีร้านรวงตั้งเป็นแถวยาวให้เลือกจับจ่ายจึงทำให้วัดแห่งนี้รุ่งเรืองและคึกคักด้วยผู้คนวัดนี้มีตำนานของวัดแห่งนี้เล่าต่อๆกันมาว่าได้มีชายหาปลาสองคนพี่น้องมาทอดแหในแม่น้ำสุมิดะแต่กลับได้รูปปั้นพระโพธิสัตว์ หรือ เทวรูปคันนง (Kannon)แทน ด้วยความศรัทธาของ 2 พี่น้องและชาวบ้านของหมู่บ้านละแวกนั้น จึงได้อัญเชิญเทวรูปคันนงประดิษฐาน ณวัดแห่งนี้โดยหัวหน้าหมู่บ้านจึงสร้างวัดขึ้นใน ค.ศ. 628 เพื่อประดิษฐานรูปปั้นนั้นและตำนานยังมีต่ออีกว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่พบรูปปั้นได้ปรากฎมังกรทองตัวหนึ่งเลื้อยลงมาจากสวรรค์ บรรดาโชกุนและซามูไรต่างก็นิยมมาสักการะที่วัดนี้ทางทิศตะวันออกของวัดคือ แม่น้ำซูมิดะงาวะ(Sumida-gawa) ไหลลงอ่าวโตเกียวและใกล้ๆกันจะมีสวนสาธารณะซูมิดะโคเอ็น(Sumida Koen) ซึ่งเปิดโล่งสู่แม่น้ำด้วยบรรยากาศสวยงามน่าเดินเล่นโดยเฉพาะช่วงดอกซากุระบานสะพรั่ง ริมแม่น้ำแห่งนี้ยิ่งสวยงามเหนือคำบรรยาย
 
จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือ โคมแดงขนาดยักษ์ ที่ตั้งอยู่ที่บริเวณ ประตูคามินาริมง (ประตูสายฟ้าฟาด) และเมื่อผ่านประตูนี้เข้าไป จะพบกับถนนคนเดินที่มีร้านขายของที่ระลึกพื้นเมือง และของกินมากมายเรียงรายอยู่ที่เรียกกันว่า นาคามิเสะโดริ
 
วัดอาซากุสะ คือศูนย์กลางแห่งสรรพสิ่งอันสุนทรีย์ในโตเกียว บ่อเกิดวัฒนธรรมการละคร, วรรณคดี, การทำอาหาร และความสุขทางเพศ วัฒนธรรมและสังคมในย่านนี้เบ่งบานด้วยน้ำมือของพวกที่ย้ายถิ่นฐาน แรกสุดเป็นหญิงคณิกาในถิ่นโยชิวาระ ความเจริญของอาซากุสะซึ่งตั้งอยู่นอกประตูเมืองเอโดะด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ตลอดลำน้ำซูมิดะงาวะกลายเป็นท่าเรือค้าขายเปี่ยมชีวิตชีวา ฉางข้าวสำคัญของโชกุนเองก็ตั้งอยู่ที่นี่ สิ่งที่อยู่คู่กันมากับย่านอาซากุสะคือวัดเซ็นโซจิ หรืออาซากุสะคันนง ซึ่งน่าจะเป็นวัดพุทธเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคคันโตแลมีผู้คนทั่วสารทิศหลั่ง ไหลมากราบไหว้ พร้อมกับซื้อของในละแวกนี้ จนสร้างความรุ่งเรืองให้กับย่านอาซากุสะ
 
 
  
 
สวนอุเอโนะป็นสวนสาธาณะใหญ่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของโตเกียว เป็นที่กว้างขวางมาก หากใครตั้งใจมาเที่ยวที่นี่สารารถเที่ยวได้ทั้งวันเลยเพราะ ว่าที่นี่มีพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ต่ำกว่า 6 แห่ง มีทั้งสวนสัตว์อุเอโนะ อนุสาวรีย์ ศาลเจ้า วัด และน้ำพุ หลายท่านคงรู้แล้วว่า ทำไมถึงเรียก สวนอุเอโนะ ว่าสวนสาธารณะที่มากกว่าสวนสาธารณะ สวนอุเอโนะเป็นสวนที่ท่องเที่ยวสำคัญของญี่ปุ่น ถ้ามาเที่ยวญี่ปุ่นก็ต้องไปให้ได้ล่ะ เดี๋ยวเสียใจภายหลังเอา ภายในสวนอุเอโนะมีบรรยากาศที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ธรรมชาติ การไปเที่ยวสวนอุเอโนะผมแนะนำให้ไปในช่วงดอกซากุระบาน เพราะที่นี่จะเป็นจุดชมดอกซากุระที่สำคัญของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
 
สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในสวนอุเอโนะ
 
  
 
 
1.พิพิธภัณฑ์
- Tokyo National Museum
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติโตเกียว
- National Science Museum
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
- National Museum of Western
พิพิธภัณฑ์ศิลปะชาวตะวันตก
- Tokyo Metropolitan Art Museum
พิพิธภัณฑ์ศลิปะโตเกียว
- Ueno Royal Museum
พิพิธภัณฑ์ชิตะมาชิ
- Orient Museum
พิพิธภัณฑ์ตะวันออก

2. สวนสัตว์อุเอโน ในสวนสัตว์นี้มีสัตว์ต่างๆ มากมาย มีแพนด้าจากจีนด้วย
3. ศาลเจ้าโทโชกุ
4.
วัดเบทเทนโด ตั้งอยู่กลางบึงน้ำชิโนบาซึที่มีใบบัว ดอกบัว นกเป็ดน้ำและนกพิราบมากป็นพิเศษ
5.
วัดเคนเนจิ
6.
อนุสาวรีย์ท่านไซโก้ ทากาโมริจูงสุนัข ตั้งอยู่โดดเด่นมาก อยู่ตรงทางสถานี JR Ueno ท่านไซโกนี่บ้างท่านอาจจะไม่รู้ว่าเป็น เดี๋ยวอธิบายให้ ท่านไซโกเนี่ยได้รับฉายาว่า The Last Samuri ท่านเป็นผู้นำการต่อสู้ของญี่ปุ่นผู้ยิ่งใหญ่ ถ้าใครมาที่นี่ในเวลาเช้าๆอาจเจอของดีที่ม้านั่งหน้าอนุสาวรีย์ก็ได้ครับเพราะมันกลายเป็นที่นอนหลับของคนพเนจรไปแล้ว
 
 

ช้อปปิ้งที่ฮาราจูกุ ( Shopping in Harajuku )
 
 
 
ฮาราจูกุ เป็นศูนย์รวมของเด็กวัยรุ่นที่แต่งหน้า แต่งตัว กันแบบที่เรียกได้ว่าหลุดโลก มาอวดโฉมกัน โดยในวันอาทิตย์เด็กเหล่านี้จะมารวมตัวกัน มีทั้งแนว แฟนตาซี ปีศาจ คิขุอาโนเนะน่ารัก ๆ (แนวนี้ชอบอิอิ )เป็นสีสันให้กับถนนสายนี้รับรองว่าใครมีโอกาสได้มาที่ฮาราจูกุละก็ไม่เบื่อแน่นอนเอาล่ะมาพูดถึงแหล่งช้อปปิ้งดีกว่าที่ชื่อดังก็คงมี ถนนทาเคชิตะ( Takeshita Dori ) และถนนโอโมโตะซานโดะ (Omotosando) มาดูกันว่าแต่ละที่เป็นอย่างไงจะได้รู้ว่าควรไปช้อปตรงไหน
ถนนทาเคชิตะ ( Takeshita Dori )
ทาเคชิตะ ( Takeshita Dori ) เป็นถนนเล็กๆหน้าสถานีฮาราจูกุที่ถนนสายนี้เป็นแหล่งรวมร้านค้าที่สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นของวันรุ่นทั้งร้านเสื้อผ้าเครื่องประดับ เครื่องสำอางค์ มีให้เลือกหลายแบบไม่ว่าจะแบบน่ารักเปรี้ยว แม้กระทั้งแบบหลุดโลกก็มีหลุดแบบคิดว่าเพื่อน ๆ คงไม่กล้าใส่แน่นอนแต่ถ้าใครกล้าก็ถ่ายรูปตัวเองมาให้ดูบ้างนะคะอยากเห็นเรียกว่าเป็นไฮไลท์ของถนนสายนี้คือ เครป ที่ถนนสายนี้จะมีร้านเครปเยอะมากขอบอกก่อนเลยไม่เหมือนที่ขายที่ประเทศไทยแน่นอน บอกเลยว่าอร่อยกว่าเยอะมีหน้าให้เลือกเยอะมาก มาถึงแล้วก็ลองหน่อยล่ะกัน
 
 
 
ในวันหยุดถนนสายนี้คนจะเยอะมากแต่คิดว่าเพื่อน ๆ คงไม่เบื่อ เพราะจะมีวัยรุ่นญี่ปุ่นน่ารัก ๆเดินกันเต็มถนนเหมือนกัน

ถนนสายแบรนด์เนมโอโมโตะซานโดะ ( Omotosando )

แต่ถ้าเพื่อน ๆต้องการความแตกต่างล่ะก็แนะนำถนนสายนี้เลย ถนนโมโตะซานโดะ (Omotosando) ป็นอีกสายหนึ่งที่วัยรุ่นจะมาแต่งตัวอวดโฉมกันแต่จะต่างกันตรงที่จะออกแนวสวย หล่อดาราญี่ปุ่นที่น่ารักๆ ก็มาจากแถวนี้เหมือนกันไงก็แต่งตัวให้ดูดีไว้นะเผื่อฟลุคความสวยความหล่อไปเตะตาแมวมองอาจจะมีดังได้นะและด้วยที่ว่าที่นี่เป็นแหล่งรวมสินค้าแบร์นเนมหรู

 
 ไม่ว่าจะเป็นห้างลาฟอเร่ห์ ( Laforet Harajuku ) ห้างที่สูง 7 ชั้นมีร้านเสื้อผ้ามากกว่า 150 ร้าน หรือจะเป็น Omotosando Hill ช๊อปปิ้งมอลล์ที่มีร้านขายแฟชั่นราคาแพง อาหาร ภัตตาคารหรู ร้านเสริมสวย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Louis Vuitton,Cristian Dior,Channel,Gucci ก็อยู่ที่นี่ครบเลย ถนนสายนี้จึงเหมาะมากสำหรับหนุ่มสาวที่มีกะตังค์ที่ขาดไม่ได้มเมื่อมาถนนโอโมโตะซานโดะ ก็ที่นี่เลย Kiddyland เป็นร้านขายสินค้าของเด็ก ทั้งเสื้อผ้า ของเล่น ขนม ที่นี่เค้ามีชื่อเสียงมาก และถ้าใครจะหาของฝาก ก็ต้องไปที่ Oriental Bazzar เป็นร้านขายของที่ระลึก ของฝากที่ใหญ่ร้านหนึ่งสินค้าก็จะเป็นแบบที่บ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่น เป็นไงบ้างครับสำหรับแหล่งช้อปปิ้งที่ฮาราจูกุ หวังว่าคงถูกใจเพื่อน ๆ นะคะ
 

 
กินซ่า (Ginza) เป็นย่านที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลกที่สุดของญี่ปุ่น รองจากโตเกียวและเกียวโตกินซ่า มาจากคำว่าเงิน แปลว่าเงิน ในสมัยโบราณญี่ปุ่นใช้เหรียญ 3 ชนิดคือเหรียญเงิน,ทอง และทองแดง ต่อมาโชกุนโทกุงาวะอิเอยะสุได้ยุบเหลือเพียงชนิดเดียวคือเหรียญเงิน ในปี 1612 เขาได้ย้ายโรงกษาปณ์ของทางการจากชนบทมาอยู่ที่กินซ่าอีกยี่สิบปีต่อมาโรงกษาปณ์ได้ย้ายไปอยู่แถวนิฮมบาชิแต่ย่านนี้ก็ยังคงเรียกขานว่ากินซ่าจนทุกวันนี้ชูโอโดริบางทีเรียกกันว่าถนนกินซ่าโดริเป็นถนนสำคัญหนึ่งในสองสายที่ตัดผ่านกินซ่าอยู่สองสามช่วงตึกผ่าย่านนี้ออกจากนิฮมบาชิและยาเอสุ ชูโอโดริเป็นอนุสรณ์สำหรับที่ตั้งกินซ่าเดิมถัดไปเบื้องล่างเป็นถนนสายกว้าง สองฟากล้นหลามด้วยห้องเสื้อทันสมัยแกลเลอรี่ศิลปะและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น มัตสึยะ กินซ่า 4 โจเมะเป็นย่านของคนคลั่งชอปปิ้ง โดยจุดนัดพบยอดนิยมของผู้คนอยู่หน้าตึกโซนี่ข้างในอาคารมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รุ่นล่าสุด และโชว์รูมโตโยต้าหากเดินซอกแซกตามตรอกซอยทางตะวันตกเฉียงใต้ของถนนฮารูมิโดริคุณจะพบแกลเลอรี่ศิลปะมากมายซึ่งขายงานระดับคุณภาพกินซ่าเป็นย่านร้านค้าที่เป็นแหล่งรวมสินค้าที่หรูหราและราคาแพงที่สุดของญี่ปุ่นที่ดินบริเวณเขตกินซ่ามีราคาแพงที่สุดในโลก บนถนนในย่านนี้จะประกอบด้วยร้านบูติคบาร์ ห้างสรรพสินค้าและร้านอาหาร
  
 

ชินจูกุ ( Shinjuku )
สถานีรถไฟชินจูกุเป็นสถานีที่พลุกพล่านที่สุดในโลกซึ่งสถานีชินจูกุสภาพความเป็นจริงนั้นสับสนอลหม่านด้วยผู้คนเฉียดวันละ 3,000,000 คนยืนเบียดเสียดกัน โดยช่วงเวลาที่หนาแน่คือตอนเช้า 7:30-9:30 และตอนเย็น 17:00-18:00
ชินจูกุเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของโตเกียวไม่จำกัดว่าเป็นย่านแฟชั่นหรือย่านใดๆทั้งสิ้นเนื่องจากว่าที่ชินจูกุจะมีร้านค้าหลากหลายให้จับจ่ายครบทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น เสื่อผ้า เครื่องแต่งกาย สินค้ามียี่ห้อ(แบรนด์ต่างๆ) เครื่องใช้ไฟฟ้าสินค้ามือสอง ร้านขายยา และยังรวมไปถึงแหล่งบันเทิงกลางคืนและร้านอาหารต่างๆด้วยท่านสามารถหาซื้อสินค้านานาชนิดได้จากที่นี่อาทิ ร้าน 100 เยน ที่สินค้าแถบทุกชิ้นภายในร้านล้วนมีราคา 100 เยนทั้งสิ้นร้านขายเครื่องอิเลคทรอนิกส์ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล นาฬิกา เครื่องสำอางยาและสินค้าอื่น ๆ

 

 

Tokyo Metropolitan Government (อาคารที่ว่าการมหานครโตเกียว)
เป็นที่ตั้งของ ที่ทำการรัฐบาลกรุงโตเกียวและเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่มีร้านค้าต่าง ๆ มากมาย ความสูงของตึก 243 เมตร บนชั้นที่ 45 สามารถขึ้นไปชมความงามของกรุงโตเกียวได้ฟรีๆ ถ้าอากาศดีๆจะเห็นภูเขาไฟฟูจิได้และ ที่ชั้น 1 จะมีศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว (Tokyo Tourist Information Center) เราสามารถเข้าไปขอเอกสารได้ เวลาเปิดปิดของตึก จะเปิดทุกวันระหว่าง 9:30-23:00 (ตึกทางทิศใต้เปิดถึง 17:30) แต่จะปิดช่วงวันหยุดยาวปีใหม่
Shinjuku Gyoen National Garden
สวนสาธารนะใหญ่ที่มีอายุเกือบ 100 ปี มีต้นซากุระมากถึง 1,500 ต้นมีรูปแบบการจัดสวนทั้งแบบญี่ปุ่น, แบบอังกฤษ และ แบบฝรั่งเศส ตามประวัติแต่เดิมนั้นสวนแห่งนี้เป็นสวนของจักรพรรดิและราชวงศ์มาก่อน และ ได้เปิดเป็นสวนสาธารนะเมื่อปี 1949 เปิด 9:00-16:30 ปิดวันจันทร์ ยกเว้นช่วงซากุระบานระหว่างเดือนมีนาคม เมษายนและ ช่วงเทศกาลดอกเบญจมาศช่วงเดือนพฤศจิกายนจะเปิดทุกวัน ค่าเข้าชม 200 เยน
Piss Alley หรือ Shobem Yokocho
เป็นตรอกเล็กๆอยู่ระหว่างสถานีชินจูกุฝั่งตะวันตกกับห้าง Odakyu ในตรอกนี้จะมีร้านอาหารเล็กๆประเภทนั่งเป็นเคาน์เตอร์ประมาณไม่เกิน 10 คนอาหารจำพวก ยากิโทริ และ ราเมน
 
Kabukicho
ย่านบันเทิงโลกีย์ของโตเกียว มีคลับ, บาร์, ร้านปาจิงโกะ และ โรงหนังมากมาย เหตุที่ชื่อ คาบูกิโจเพราะว่าที่นี่เคยมีโครงการที่จะสร้างเป็นโรงละครคาบูกิ แต่โครงการก็ได้ล้มเลิกไปแต่ก็ยังคงใช้ชื่อ คาบูกิโจเหมือนเดิม ย่านนี้จะคึกคักตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไป
 
 
Bic Camera
ร้านขายกล้องดิจิตอล และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ มากมาย คนไทยค่อนข้างชอบไปเดินซื้อของที่นี่ ร้าน Bic Camera เป็นร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่มาก ถ้าจะเดินให้ทั่วๆน่าจะต้องใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมง

yodobashi
อันนี้อยู่ตรงข้ามกับ Bic Camera ขายเครื่องไฟฟ้าเหมือนกันมีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์คอมขายด้วย

ร้าน 100 เยน ของใช้ทั่วไป ของทั้งร้านราคา 100 เยน

Mutsumoto Kiyoshi
ร้านขายเครื่องสำอางเหมือนซุปเปอร์มาเก็ตขนาดย่อม ๆ ถ้าใน guidebook จะเรียกว่าร้านขายยา ซึ่งมีกระจายในญีปุ่นเต็มไปหมดส่วนใหญ่จะเน้นเครื่องสำอางค์และผลิตภัณฑ์ของใช้ทั่วไป เช่น สบู่ แชมพูของประทินทั้งหลาย

Isetan
ห้างเก่าแก่ที่อยู่มานาน เป็นผู้นำของทุก ๆ ห้าง มี 2 ตึกใหญ่แบ่งเป็นสินค้าผู้ชายและผู้หญิง ของที่ขายก็เป็นสินค้าทั่วไป เช่น เสื้อผ้า, ของใช้ในบ้าน, อุกรณ์กอล์ฟ เปิด 10:00-20:00 น.

Marui
เป็นตึกที่แปะโลโก้ 0101 (0=มารุ, 1=อิจิ) เป็นห้างขายเสื้อผ้าแฟชั่น ตึกมารุอิแถวชินจูกุจะมีหลายตึก เช่น ชาย, หญิง (Marui City), วัยรุ่น (Marui Young), ชุดคอสเพลย์ (Marui One) จะเป็นแนวโกธิค, โลลิต้า เปิด 11:30-21:00 น.

Lumine
ห้างแฟชั่นมีทั้งหมด 3 ตึก คือ Lumine1, Lumine2 (อยู่ทิศใต้ของสถานีชินจูกุ), Lumine Est (อยู่ทิศตะวันออกของสถานีชินจูกุ)ขายเสื้อผ้า, กระเป๋า, รองเท้า แฟชั่น เปิด 11:00-22:00 น.

Takashimaya
อยู่ที่ตึก Time Square มี 14 ชั้นมีสินค้าแบรหรูๆ เช่น Louis Vuitton, Prada, Gucci, ฯลฯ มีเสื้อผ้าชาย-หญิงและมีร้าน DIY (Do it by yourself) ที่ชั้น 8 เปิด 10:00-20:00 .

Kinokuniya
เป็นร้าหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และที่ชินจูกุก็เป็นสาขาใหญ่และเป็นสำนักงานใหญ่ด้วยเป็นร้านที่รวมหนังสือภาษาต่างประเทศที่ใหญ่มาก เปิด 10:00-20:00 น.


 
ถ้าได้ยินคำว่า ชิบุยะ เพื่อนๆจะนึกถึงอะไรบ้างคะ สำหรับเราคงนึกถึงที่ที่เต็มไปด้วยสีสันผู้คนมากมายเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง จุดกำเนิดของหลายๆสิ่งสุดจี๊ดบนโลกใบนี้ใช่แล้วค่ะ ชิบุยะ เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ทรงพลังน่าตื่นเต้นและไม่เคยหยุดนิ่งรอคอยใครจริงๆ hibuya (渋谷区 Shibuya-ku) เป็นหนึ่งในเขตธุรกิจที่สำคัญเป็นศูนย์กลางช๊อปปิ้งและความบันเทิงที่ทันสมัยตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียวโดยมีแลนด์มาร์กที่สำคัญคือ ฮะจิโค (Hachiko) และตึกชิบุยะ 109 ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าโดยมีหนังและการ์ตูนหลายๆ เรื่องที่ใช้ตึก 109 นี้เป็นฉากสำคัญ

 

 

Hachikō (ハチ公) หมาน้อยผู้ซื่อสัตย์
เมื่อออกจากสถานีรถไฟชิบุยะ ที่ประตูฮะจิโค (เค้าว่ากันว่า ออกเสียงแบบเด็กชิบุยะ ต้องอ่านว่า ฮะจิโค ไม่ใช่ฮะจิโกะ น่ะนะแต่จำไม่ได้ว่าอ่านมาจากไหน)ผู้คนก็จะกล่าวขานกันถึงตำนานที่โด่งดังของหมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ที่รอคอยเจ้านายที่สถานีรถไฟชิบุยะ ทุกๆวัน แม้เมื่อเจ้านายตายจากไปแล้วฮะจิโคก็ยังรอคอยทุกวันไม่ได้ขาดตั้งแต่ปี 1923 จนถึง 1935 เป็นเวลาถึง 13 ปีเรื่องราวของหมาน้อยผู้ซื้อสัตย์ ได้ลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งจนกระทั่งได้มีการสร้างอนุสรณ์ฮาจิโคขึ้นที่ประตูทางออกสถานีรถไฟนี้เอง

 

กล่าวได้ว่า รูปปั้นฮะจิโค มีอาถรรพ์แห่งการรอคอยเพราะเป็นจุดที่ผู้คนใช้นัดพบกัน ใครๆที่มาตรงนี้ก็ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งการรอคอยดังเช่นที่ ฮะจิโคเฝ้ารอนายของมันอย่างตั้งใจเป็นเวลาถึง 13 ปีถ้าได้ไปตรงนี้ลองสังเกตคนรอบๆรูปปั้น ทุกคนก็กำลังนั่งรอใครซักคน เหมือนตกอยู่ในเวทมนตร์ของรูปปั้นฮะจิโคนี้เลยค่ะ


Scramble Crossing
ออกมาจากทางออกฮาจิโค เราก็จะเจอกับทางข้ามแยกที่แสนจะวุ่นวาย เรียกได้ว่า วุ่นสุดๆ จะพบช่างภาพรอถ่ายรุปถ่ายวีดีโอกันมากมาย เป็น landmark อีกชนิดนึงที่ผู้จนมาดูกัน ทางข้ามนี้โด่งดังในหนัง และการ์ตูนหลายๆเรื่องอีกเช่นกันที่นำมาเป็นสถานที่สำคัญ เช่น Lost in Translation เป็นต้น ถ้าแนะนำจุดชมวิวทางข้ามแยกนี้ที่ดีที่สุดคือ Starbucks ตรงชั้นสองของ Q-Front เลยค่ะ ชมวิวคนแต่งตัวสวยๆข้ามไปข้ามมาเพลินมากๆ
 
 
  

                                                                                                                                                                                                                                                            

 







Copyright © 2011 All Rights Reserved.